31/8/54

บางกอกกังฟู

บางกอกกังฟู (ฟิล์ม อาร์ อัส)


กำหนดฉาย : 1 กันยายน 2554
แนว : แอ็คชั่น / ดราม่า
นำแสดง : เป้- อารักษ์ อมรศุภศิริ, โอ้ - มาริโอ้ เมาเร่อ, แบงค์ - อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม, โทโมะ - วิศว ไทยานนท์, แก้ว - จริญญา ศิริมงคลสกุล
กำกับ : ต้อม-ยุทธเลิศ สิปปภาค

เรื่องย่อ บางกอกกังฟู

โป้ง, ชิ, กา และ นา กลุ่มเด็กน้อย 4 คน ที่ถูกแก๊งค์ค้ามนุษย์ลักพาตัวไปเพื่อบังคับให้เป็นขอทาน พร้อมทั้งถูกทารุณกรรม โป้ง (เป้) ถูกตัดลิ้นด้วยมีดตัดต้นไม้จนพูดไม่ได้ ชิ (แบงค์) ถูกแทงจนตาบอดทั้งสองข้างด้วยไม้เสียบลูกชิ้น กา (โทโมะ) ถูกตบบ้องหูจนหนวก และ นา (มาริโอ้) ถูกทุบหัวจนกลายเป็นคนสติเลอะเลือนไม่เต็มเต็ง พวกเขาถูกแกงก์ค้ามนุษย์ร่อนเร่ขอทานไปตามจังหวัดต่าง ๆ จนมาถึงกรุงเทพฯ ที่นั่นพวกเขาได้พบกับชายชราจีนที่มีชื่อว่า อึ้งเสี่ยวหงษ์ อาจารย์ผู้ทรงวิทยายุทธ์ผู้สืบทอดคนสุดท้ายแห่งพรรคจันทรา กับเด็กผู้หญิงชื่อ กอหญ้า (แก้ว) ซึ่งชายชราได้ช่วยเหลือทั้งสี่คนออกมาจากพวกแก๊งค์ค้ามนุษย์ และนั้นคือ วันแรกที่เด็กทั้งสี่ได้รู้ว่า "สุดยอดวิชากำลังภายในนั้นมันมีอยู่จริง"

เวลาผ่านไปสิบห้าปี โป้ง ชิ และ กา ได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์จากชายจีนแก่ ซึ่งพวกเขาเรียกว่า อาจารย์ พวกเขารวมตัวกันเป็นทีมนักฆ่า รับจ้างฆ่าคน และเพื่อการกลับมาล้างแค้นมาเฟียขอทาน ที่ลักพาตัวพวกเขามา ผ่านช่วงของเวลาล่วงเลยไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาถูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ กอหญ้าคิดในใจว่า โป้งชอบตน เนื่องจากกล่องลูกแก้วที่โป้งมอบให้ไว้แทนใจ แต่โป้งมิได้เอ่ยปาก หรือแสดงปฏิกิริยาต่อเธอแต่อย่างใด กอหญ้าไม่สามารถเก็บความในใจไว้ได้อีกต่อไปแล้ว และต้องการรู้ความจริงจากปากของโป้ง แต่โป้งกลับปฏิเสธว่า "กล่องลูกแก้วนั้นไม่ใช่ของตน!"

ในขณะเดียวกันโป้งได้รับว่าจ้างฆ่าน้องชายของพรรคสุริยัน เป็นสาเหตุให้หัวหน้าพรรคโกรธมาก และเมื่อสืบรู้ว่าคนที่ฆ่าน้องชายของตนคือ คนของพรรคจันทรา พรรคคู่อริที่เขาตามหามานานย้ายมาอยู่ที่เมืองไทยนั่นเอง ศึกการล้างแค้นครั้งยิ่งใหญ่จึงเกิดขึ้น แต่แล้วในที่สุด อาจารย์ และนาเพื่อนรักของพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการลอบทำร้ายของพรรคมาร หน้าที่ในการปกป้องอาจารย์ และนา จึงตกเป็นของ โป้ง ชิ กา และกอหญ้า ทุกคนต่อสู้กับพรรคมารสุดชีวิต หมู่บ้านเล็ก ๆ อันแสนสงบกลายเป็นสนามประลองยุทธ์

เหตุการณ์ทั้งหมดจะลงเอยอย่างไร ใครจะเป็นกุญแจสำคัญที่ไขปริศนา กล่องลูกแก้ว ของ "กอหญ้า" การแก้แค้นอันสุดหฤโหดของพวกเขาจะสำเร็จหรือไม่ ฤาอธรรมจะเป็นฝ่ายที่กำชัยชนะบนโลกใบนี้!!

ร่วมสัมผัสความมันส์ของหนังรักร่วมสมัย ผสมกลิ่นอายของหนังจีนกำลังภายใน และค้นหาคำตอบที่ยังค้างคาใจกับพวกเขาได้ ใน บางกอกกังฟู ปรากฏการณ์รูปแบบใหม่ของวงการภาพยนตร์ไทย เต็มรูปแบบ ที่ไม่เหมือนใคร 1 กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

นักแสดงนำ


เป้ - อารักษ์ อมรศุภศิริ รับบท โป้ง

เป้ - อารักษ์ อมรศุภศิริ หนุ่มหล่อมาดเซอร์ ขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ ที่มีผลงานมากมาย ทั้งถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา งานเพลง งานหนัง และงานละคร ล่าสุดตัดสินใจขอพลิกบทบาท ของตัวเอง ก้าวเข้าสู่สำนักเส้าหลิน ฝึกกลยุทธ์วิชากังฟู พร้อมกับผองเพื่อนอีก 3 คน เพื่อกลับมาล้างแค้นแก็งค์ค้ามนุษย์สุดเดือดที่เป็นต้นเหตุทำให้ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

ผมรับบทเป็น "โป้ง" เป็นเด็กกำพร้า เด็กใบ้หัวเเข็งที่มีความสามารถมากที่สุดในกลุ่ม เเต่เป็นคนที่มีจิตใจบอบช้ำที่สุด วิทยายุทธที่มีคือ "วิชาหัตย์มัจจุราช" ไม่ว่าสิ่งของใดที่หยิบจับได้ เมื่อขว้างออกไป มันจะกลายเป็นอาวุธร้ายขึ้นมาทันที โป้งเป็นนักฆ่าจริงจัง ในแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนไว้จากเบื้องหลังชีวิตในวัยเด็กของเขา จากเด็กที่เคยรู้ว่า การพูดเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขามีเพื่อนร่วมชีวิต กลับกลายเป็นเด็กที่ไม่พูดอีกเลย เนื่องจากพวกอันธพาลได้ตัดลิ้นเค้าไป บทจะแตกต่างไปจากบทคนอื่น ๆ ก็คือ ผมเล่นเป็นบทคนใบ้ พูดเป็นเสียง "อ๋า อ๋า" ตอนแรกก็กังวลอยู่เหมือนกัน แต่ "พี่ต้อม" บอกว่า เค้าทำแบบคอมมาดี้ เค้าไม่ได้กะเอาเหมือนคนใบ้จริงๆ ก็คือ พูดให้เหมือนไม่ชัดไป ประมาณนั้น

ภาพยนตร์ บางกอกกังฟู ถือเป็นการกลับมาร่วมงานกับอีกครั้งของ หนุ่มเป้ กับ ผู้กำกับ ต้อม ยุทธเลิศ "ผมมีโอกาสได้เล่นหนังกับพี่ต้อมมาก่อน พอมาถึงเรื่องนี้ พี่ต้อมบอกว่า "มาเล่นเรื่องนี้หน่อย เป็นกังฟู" ผมก็บอกว่า ไม่เคยเล่นแบบนี้เหมือนกันนะ ผมไม่เคยเล่นแบบกังฟูมาก่อนเลย แล้วก็ไม่เคยเล่นบู้แบบเต็มขั้น และด้วยคาเรคเตอร์ที่ได้รับเป็นคนใบ้ด้วย แต่ความใบ้ของพี่ต้อมก็ไม่ได้ใบ้แบบจริงจัง เหมือนใบ้แบบตลก ๆ ซึ่งมันก็จริง ก็สนุกดีครับ

ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 แบบเต็มตัวที่มีโอกาสได้เล่นหนังกับพี่ต้อม พอมาเล่นหนังแอ็คชั่นแน่นอนต้องมีหลุดคิว ผมก็มีหลุดคิวล้ม มีกลิ้งผิดคิวนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ผมคิดว่า เป็นเรื่องปกติของฉากแอ็คชั่น ที่ต้องมีผิดคิวกันบ้าง แต่สนุกครับ"




มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท นา

พูดได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก หนุ่มสุดฮอตงานชุกข้ามปีผู้นี้ มาริโอ้ เมาเร่อ กับผลงาน และข่าว ที่มีให้เห็นผ่านตาตลอดเวลาไม่ขาดสาย แต่หนุ่มโอ้ก็ยังมีเวลา สะเดอะกลอน เปิดประตูเข้าสำนักเส้าหลิน ฝึกวิชากังฟู พร้อมรับศึกหนัก ในภาพยนตร์ แอ็คชั่นเต็มรูปแบบ บางกอกกังฟู

โอ้ รับบทเป็น นา เด็กสติไม่เต็มเต็งผู้อ่อนเเอที่สุดเเต่สุดท้าย กลับกลายเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด วิทยายุทธที่มีคือ "ฝ่ามือจันทรา" สุดยอดวิชาเเห่งพรรคจันทราที่ไม่มีใครผู้ใดสามารถต้านทาน คาเรคเตอร์ที่ได้รับจะแตกต่างจากทุกเรื่องที่ผ่านมา เป็นเด็กหนุ่มที่มีชีวิตที่สดใส เฉลียวฉลาดแต่ต้องกลับกลายเป็นคนที่ไร้แม้กระทั่ง…สติ…ของตัวเอง เขาถูกแก็งค์ค้ามนุษย์จับตัว มาอยู่รวมกับเพื่อน ๆ อีก 3 คน นาถูกทุบตีที่หัวอย่างหนัก จนกระทั่งสมองของเขาได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ภายนอกดูเหมือนปกติดี แต่ภายในเลอะ ๆ เลือน ๆ โชคดีที่มีคนมาช่วย มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในสำนักเส้าหลิน ได้ฝึกกังฟู คือในเรื่องต้องมีบทกังฟู แอ็คชั่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตอนแรกก็เครียดเลยครับ เพราะบทมันค่อนข้างยาก แล้วก็เป็นอะไรที่เราไม่เคยลองสัมผัสมาก่อน แต่พอลองแล้ว ติดใจ ชอบครับ

นอกจากนั้นก็ยังมีโอกาสได้ไปเรียนกังฟูเพิ่มเติมด้วย ไปฝึกซ้อมที่สำนักเส้าหลิน เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ท้าทายความสามารถ และที่สำคัญไปกว่านั้นยังทำให้ โอ้ เห็นใจ และเข้าใจเด็กพิการมากขึ้น...

พอมีโอกาสได้มารับบทนี้ก็รู้สึกว่า เด็กเหล่านี้เป็นเด็กพิเศษครับ คือเค้ามีความสามารถพิเศษ เรียกว่าเป็นคนพิเศษจริง ๆ บางคนอาจจะเห็นเค้าเหมือนไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่จริงๆ เค้าจะรู้อะไรทุกอย่าง อาจจะเป็น Genius เลยก็ได้ครับ ก็รู้สึกเห็นใจเค้ามากๆ ครับ รู้สึกว่าสงสารเค้า พอหันมามองกับตัวเอง เราโชคดีที่เราเกิดมาเราครบ 32 เพราะะนั้นถ้ามีโอกาสได้ไปช่วยเหลือ หรือทำอะไรให้กับเด็กที่เป็นเด็กพิเศษ หรือว่าใครที่ลำบากกว่าเรา ผมก็อยากจะช่วย เพราะผมรู้ว่ามันเป็นอะไรที่เราเลือกเกิดไม่ได้

ก็อยากฝากให้ดูกันนะครับ เพราะว่าเป็นหนังที่ผมว่าน่าสนใจ คาเรคเตอร์โอ้ก็เปลี่ยนไปเยอะเลย ก็อยากให้ติดตามกันด้วย ทุกคนเต็มที่มาก ๆ ครับ ที่สำคัญเป็นหนังที่แหวกแนว ยังไม่เคยมีมาก่อน เพราะว่ามุมมองของพี่ต้อม เค้าเป็นอาร์ตติส ผมว่า งานของพี่ต้อมออกมายังไงก็น่าดู




แบงค์ - อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม รับบท ชิ

ฝากผลงานไว้ไม่น้อยทีเดียว ทั้งงานเพลง และงานละคร สำหรับนักร้อง-นักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ แบงค์ - อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม หรือ แบงค์ แบล็ค วานิลลา ครั้งนี้ตัดสินใจพลิกบทบาทของตัวเอง ก้าวเท้าเข้าสำนักเส้าหลิน ฝึกวิชากังฟู เตรียมประลองยุทธ์ พร้อมประเดิมเล่นหนังครั้งแรกในชีวิตของเขา

โดยบทและคาเรคเตอร์ของผม เล่นเป็น ชิ เด็กตาบอดเเต่ชอบเป็นผู้นำ บงการชี้นิ้วกับทุกคนแม้กระทั่งชีวิตของกา น้องของตัวเอง วิทยายุทธที่มีคือ "วิชาดรรชนี ปิดสวรรค์" สัมผัสเบา ๆ บนร่างด้วยนิ้วชี้เพียงสี่จุด ร่างกายผู้นั้นจะเเข็งทื่อดั่งเป็นอัมพาต ไม่สามารถขยับได้อีกต่อไป

ชิ เป็นเด็กหนุ่มที่มีเหตุผล หนักแน่น กล้าที่จะได้ และพร้อมที่จะเสีย ชิ โดนจับมาเป็นขอทานตั้งแต่เด็กๆ พร้อมกับน้องของเขาคือ กา เขาถูกแก็งค์ค้ามนุษย์ทำลาย ชีวิตของเขา ด้วยการทำให้ เขาตาบอด แต่ท้ายที่สุดก็หนีออกมาจากแก็งค์ได้สำเร็จ เพราะมีอาจารย์จีนคนหนึ่งช่วย และเก็บไปเลี้ยง ฝึกวิชากังฟูให้ พอโตมาก็เลยเป็นคนตาบอดที่มีวิชากังฟูติดตัว

ก็ยากเหมือนกันเพราะว่า นอกจากจะต้องเล่นบทเป็นคนตาบอดในเรื่องแรกแล้ว ยังต้องมาเล่นบทแอ็คชั่นด้วย แถมเรื่องนี้ยังแอบเป็นคอมมาดี้อีกต่างหากด้วย เรียกว่ารวมทุกอย่างที่ยากไว้รวมกัน ที่สำคัญคือ ผมก็เป็นน้องใหม่ด้วย ก็พยายามแบบเต็มที่ พยายามฟัง พี่ต้อม เพราะว่าพี่ต้อมค่อนข้างที่จะบอกอะไรผมตลอดเวลา

ไม่ใช่ง่ายอย่างที่คิดไว้ หลังจากได้เข้ามาสวมบทบาทคนพิการตาบอด ทำให้รู้ซึ้งเลยว่า การเดินโดยใช้ไม้เท้านำทาง นั้นยากเพียงใด...

ในตัวบทของผมต้องถือไม้เท้าอยู่ตลอดเวลา ก็มีปัญหากับสิ่งนี้พอสมควร โดยเฉพาะเวลาที่ต้องใช้ไม้เท้าเป็นอาวุธในฉากแอ็คชั่น ต้องใช้หมุน ใช้เวี่ยง หรือแม้กระทั่งเวลาเดินก็ต้องใช้ไม้เท้านำทาง รู้สึกเห็นใจและเข้าใจถึงคนที่พิการ ตาบอดอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคนเกิดมาเคยเห็นความสดใสของโลก แล้วเพิ่งจะมาพิการตาบอด เหมือนกับตัวละคร ชิ ที่ผมรับบทในหนังเรื่องนี้




โทโมะ - วิศวะ ไทยานนท์ รับบท กา

แม้จะเป็นน้องใหม่แกะกล่องของวงการ แต่มากไปด้วยความสามารถและคุณภาพล้นตัว สำหรับ โทโมะ - วิศวะ ไทยานนท์ หรือ โทโมะ K-Otic จนผู้กำกับมือฉมังอย่าง "ต้อม ยุทธเลิศ" ชักชวนเข้าสู่วงการ เรียนวิชากังฟูขั้นเทพ เตรียมปฏิบัติการสุดโหด กับภาพยนตร์เรื่องแรกของหนุ่มโทโมะใน บางกอกกังฟู

โทโมะ รับบทเป็น กา เด็กหูหนวกที่เดินตามหลังพี่ชาย ที่คิดเอาเเต่จะล้างแค้นโดยไม่สนใจใคร วิทยายุทธที่มีคือ "ฝ่ามือเปิดนรก" วิชาฝ่ามือที่รวบรวมอากาศรอบตัวก่อนจะกระเเทกออกไปเป็นพลังทำลายที่รุนเเรงยิงกว่าลูกกระสุนปืนใหญ่ คาเรคเตอร์จะเป็นคนนิ่ง ๆ ค่อนข้างเงียบขรึม แต่ภายในจิตใจเต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง กา ถูกจับตัวไปพร้อมกับพี่ชาย แล้วเขาก็ถูกทำให้พิการหูหนวก

เจองานแสดงครั้งแรก ทำให้ โทโมะ ต้องเข้าไปฝึกซ้อมการแสดงเป็นอย่างหนัก เพื่อให้แสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะปกติจะติดอยู่กับการเต้นเป็นส่วนใหญ่…

ตอนแรกก็แกร็งนึดนึง สำหรับงานแสดงครั้งแรก มีฉากที่ต้องพูดด้วยคือ ผมชินกับการถ่าย MV มาบ่อย การเคลื่อนไหวของตัว กลายเป็นแบบเต้นไปหมดเลยดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ก็ต้องไปเรียนแอ็คติ้งค่อนข้างเยอะ ที่ยากที่สุดคือ ในฉากแอ็คชั่น ผมต้องออกเสียงแอ็คชั่น ต่อสู้ออกมา โดยปกติผมเป็นคนที่เงียบๆ อยู่แล้ว เป็นคนที่ไม่ค่อยออกเสียงดัง ๆ ก็ต้องฝึกมากพอสมควร เพื่อให้ออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด คือเวลาออกเสียงต่อสู้ ต้องออกเสียงให้เต็มที่เหมือนกับใช้พลังจากภายในออกมา ตรงนั้นก็ยากนิดหนึ่ง ก็ต้องเต็มที่ครับ ต้องใส่อารมณ์เข้าไปเหมือนกับตัวเองมีกำลังภายในจริงๆ แต่ก็สนุกดีครับ

ไม่เคยคิดว่าจะได้เล่นหนังครับ ช็อคมาก ดีใจมาก ๆ เลย อึ้งมากด้วยซ้ำ ได้โอกาสนี้มาถือว่า สุดยอดแล้วครับ ตอนแรกก็กดดัน แล้วก็กังวลนึดนึง ด้วยความที่ผมเป็นนักแสดงหน้าใหม่ด้วย กลัวว่า เราจะทำหนังเค้าเสียหรือเปล่า

ก็อยากฝากให้ทุกคนลองดูกันนะครับ เพราะว่ามันเป็นหนังที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีหนังแนวแบบนี้มาก่อน แอ็คชั่น ผสมดราม่าครับ ในเรื่องก็จะมีทั้งความรัก มีทั้งแอ็คชั่น มันมีอะไรให้น่าตื่นเต้นเยอะมาก อยากให้ทุกคนลองดูครับ




แก้ว - จริญญา ศิริมงคลสกุล รับบท กอหญ้า

แก้ว - จริญญา ศิริมงคลสกุล หรือ แก้ว - เฟย์ ฟาง แก้ว นักร้องสาวเสียงใส สาวน้อยเพียงคนเดียวที่ ต้อม ยุทธเลิศ มองเห็นกึ๋น จับโยนเข้าสำนักเส้าหลิน ฝึกวิชากังฟู พร้อมร่วมปฏิบัติการมันส์ฮา กับ แก็งค์ 4 หนุ่ม เป้, โอ้, แบงค์ และ โทโมะ ใน บางกอกกังฟู

แก้ว รับบทเป็น กอหญ้า เด็กสาวคนเดียวในกลุ่มผู้มีความรักอันบริสุทธ์ เเละความฝันอันสดใส กอหญ้าเหมือนดวงดาวดวงเล็กๆ ที่ส่องประกายสดใสในท่ามกลางค่ำคืนอันมืดบอด วิทยายุทธที่มีคือ "วิชาตัวเบา" กอหญ้าไม่ชอบการต่อสู้ เเต่ชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ คาเรคเตอร์จะเป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่นธรรมดา ๆ แต่แอบซ่อนความแข็งแกร่งไว้ข้างใน กอหญ้ากำพร้าพ่อ แม่ ตั้งแต่เด็ก แต่โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากชายจีนแก่ ซึ่งเป็นอาจารย์ กอหญ้าได้รับการถ่ายทอดวิชากังฟูให้ ก็เลยมีวิชากังฟูติดตัว

เล่นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต ก็เจอกับบทหินเลยทีเดียว สำหรับ "แก้ว" ซึ่งนอกจากจะต้องเจอกับบทบู๊แล้ว ยังต้องถ่ายทอดอารมณ์แบบสุด ๆ ในบทดราม่า...

ในคาเรคเตอร์ของกอหญ้าต้องมีบทบู๊ด้วย แต่ไม่ได้บู้มากมาย ก็ค่อนข้างที่จะยาก เพราะว่าเล่นเรื่องแรกก็บู้เลย แถมยังมีบทดราม่าด้วย แต่ก็ได้พี่ ๆ เค้าช่วยสอน มีฉากนึง พี่ต้อมบอกว่าขอร้องไห้จริงได้ไหม ก็คิดหนักเหมือนกันว่าจะทำได้ไหม แต่พอมาเล่นเข้าจริงๆ ทุกอย่าง ณ ตอนนั้น ทั้งฉาก บท แล้วก็พี่ ๆ ทุกคน ก็เล่นแบบอินไปกับบท บรรยากาศดูสมจริงมาก ๆ ก็เลยร้องออกมาเองเลย ร้องไห้แบบฟูมฟายมาก พี่เค้าแต่ละคน มืออาชีพทั้งนั้นเลยค่ะ

ต้องขอบคุณ "พี่ต้อม" ก่อนเลยที่เลือกแก้วให้มาเล่นหนังเรื่องนี้ เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี แล้วก็เป็นครั้งแรกด้วย เหมือนกับได้ลองอะไรใหม่ ๆ รู้สึกท้าทายดีค่ะ ตื่นเต้น แล้วก็ตกใจเหมือนกัน ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จะมีโอกาสได้มาเล่นหนัง ตอนแรกก็กลัวว่าจะเป็นตัวถ่วงเค้าหรือเปล่า แต่พี่ๆ เค้าใจดี ช่วยสอนในบทต่าง ๆ ให้ ก็รู้สึกสบายใจค่ะ

TRAILER ภาพยนตร์ "บางกอกกังฟู" [HD]



แบงค์ ภ.บางกอกกังฟู [คาแร็คเตอร์]



คาเรคเตอร์ เป้ อารักษ์ : บางกอกกังฟู



โทโมะใน ภ. บางกอกกังฟู [คาแร็คเตอร์]



แก้ว FFK ภ. บางกอกกังฟู [คาแร็คเตอร์]



มาริโอ้ ภ.บางกอกกังฟู [คาแร็คเตอร์]



29/8/54

ตามรอยพ่อ,,,พ่อของแผ่นดิน

ตามรอยพ่อ....พ่อของแผ่นดิน


.......ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันก็เกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่
ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง..................

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540


ความพอเพียง
หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดใด อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

เศรษฐกิจพอเพียง
การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางสายกลาง และความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ

ประหยัดอดออม
ในการเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เราจะต้องคำนึงถึงความจำเป็น ความเหมาะสม คุณภาพของสินค้า รวมทั้งประโยชน์การใช้สอยเป็นเบื้องต้น ในการพิจารณาไม่ควรยึดติดกับยี่ห้อ ความทันสมัยของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนสินค้าที่ฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นก็ไม่ควรซื้อหา

ภูมิใจในอาชีพตนเอง
การประกอบอาชีพที่ซื่อสัตย์สุจริต เป็นหนทางนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จในชีวิต และครอบครัว ดังนั้น แม้ว่าจะปรอบอาชีพอะไรก็ตาม ขอให้ทุกคนจงภูมิใจในอาชีพที่ทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เมื่อสำนึกในหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดแล้ว ชุมชนและสังคมของเราก็จะมีความสุขติดตามมา

สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง
ทุกคนที่อาศัยในชุมชนแต่ละท้องถิ่นสามารถช่วยเหลือชุมชนของตนเองให้เข้มแข็งในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมได้ เช่าตลาดนัดชุมชน สหกรณ์ชุมชน หมู่บ้าน หรือตลาดน้ำ ซึ่งแต่ละคนจะนำผลผลิตของตนเองมาวางจำหน่ายซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน โดยใช้พื้นฐานที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ทำให้มีเงินหมุนเวียนในชุมชน และไม่ต้องผ่านมือพ่อค้าคนกลาง

จัดการผืนดินให้เกิดประโยชน์
ไม่ควรปล่อยให้ผืนแผ่นดินว่างเปล่า ควรศึกษาวิธีการปรับปรุงผืนดินให้อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชผลทางการเกษตร เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรฐบริโภคตลอดทั้งปี ถ้าเหลือจากการบริโภคแล้ว สามารถนำไปจำหน่ายเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว

พออยู่พอกิน
ควรสร้างผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการในครอบครัวเท่านั้น หากมีเหลือจากการบริโภคแล้ว จึงค่อยนำไปจำหน่าย เป็นรายได้เสริมให้ครอบครัว ซึ่งไม่ถึงกับร่ำรวย แต่ก็ไม่จน ไม่เป็นหนี้สิน พออยู่พอกิน นับเป็นชีวิตที่มีความสุข

รู้รักสามัคคี
ชาวนาในชนบทห่างไกลหลายจังหวัด ยังใช้วิธีลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งทำมาแต่ดั้งเดิม คือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกื้อกูลกัน มีความรักสมัครสมานสามัคคีต่อกัน ทำให้ไม่ต้องจ้างแรงงาน เสียทรัพย์สินเงินทอง พวกเขาเหล่านั้น จึงมีชีวิตที่มีความสุข พออยู่พอกินด้วยกันทุกคน

เทคโนโลยีท้องถิ่น
การที่เรารู้จักนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาประยุกต์ โดยใช้ภูมิปัญญาและแนวคิดให้เหมาะสม ทำให้เกิดเทคโนโลยีท้องถิ่นช่วยให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับชีวิต และชุมชน ช่วยให้เกิดเครื่องมือในการทำงาน โดยไม่ต้องซื้อหาให้สิ้นเปลือง

ผลผลิตชุมชน
การนำผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคออกมาวางจำหน่าย นับเป็นการเสริมรายได้ให้กับครอบครัวทางหนึ่ง และยังเป็นการกระจายรายได้ หมุนเวียนในชนบทอีกด้วย นับเป็นวิธีการหนึ่งบนเส้นทางเศรษฐกิจแบบพอเพียง มีชีวิตแบบพอมีพอกินและยั่งยืน

สร้างความสุขทางใจ
ควรสร้างความสุขทางจิตใจให้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุ เทคโนโลยีต่าง ๆ ตามสมัยนิยม ควรมีความพอใจในสิ่งมี่ตนเองมีอยู่ ความสุขทางใจสร้างได้ด้วยการให้และการช่วยเหลือสังคม โดยที่ตนเองไม่เดือดร้อน

ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์
เมื่อมีเวลาว่างจาการทำงานแล้ว ควรใช้เวลานั้นให้เกิดประโยชน์ เช่น ผลิตเครื่องมือไว้ใช้เองในครัวเรือน โดยไม่ต้องซื้อหา ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัว ถ้าทำได้จำนวนมาก ๆ แล้วสามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง

ครอบครัวอบอุ่น
ครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญทางสังคม แนวคิดทฤษฎีใหม่ จึงมุ่งเน้นให้เกษตรกรดำนินชีวิตที่พอเพียง พออยู่ พอกิน ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปันน้ำใจให้แก่กัน เพื่อชุมชนและสังคมที่ดี

19/8/54

อยากผอมอย่างได้ผลเชิญทางนี้ ! (Woman's story )

สาว ๆ คนไหนที่กำลังประสบปัญหาในการลดน้ำหนัก ลดยังไงน้ำหนัก ก็ไม่ลดลงสักที อย่าเพิ่งท้อแท้ไปล่ะ ลองมาดูเคล็ดไม่ลับที่นำมาฝากกันเลยดีกว่า

• สิ่งแรกและเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ กำลังใจ สร้างกำลังใจให้กับการลดน้ำหนักของตัวเองจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจความมุ่งมั่นและตั้งใจในการลดน้ำหนักได้มาก อย่าสร้างสิ่งที่ทำให้ตัวเองเสียกำลังใจหนึ่งสิ่งที่ทำให้เสียกำลังใจมากๆ คือการชั่งน้ำหนักไม่ควรจะชั่งบ่อย เพราะเราจะรอคอยกับตัวเลขที่ลดลง บางครั้งจะทำให้เราเริ่มท้อแท้และล้มเลิกความตั้งใจไปเลยก็ได้

• ในเรื่องของอาหาร ทานอาหารให้ครบ 3 มื้อตามปกติ ในปริมาณที่พออิ่ม อาหารควรจะประกอบไปด้วยผักให้มากกว่าเนื้อสัตว์ และเปลี่ยนจากข้าวสวยธรรมดาเป็นข้าวกล้อง ระหว่างมื้อไม่ควรทานอาหาร เช่น ขนม น้ำหวาน น้ำอัดลม เปลี่ยนจากสิ่งเหล่านี้ให้เป็นผลไม้หรือน้ำผลไม้ หรือหากอยากจะทานของหวานจริง ๆ นาน ๆ ครั้งค่อยทานจะดีกว่า ไม่ควรซื้อขนม นม เนย ไว้ในตู้เย็นมากนัก เพราะจะห้ามใจไม่ไหว อาจจะทำให้ทานเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือดื่มน้ำเปล่ามากๆ จะดีต่อสุขภาพร่างกาย

• ออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทำให้ช่วยเผาผลาญแคลอรีในร่างกายได้มากด้วยการว่ายน้ำ เดิน หรือวิ่ง ในระหว่างที่เดินหรือวิ่งอาจจะฟังเพลงเบา ๆ ไปด้วยเพื่อทำให้ร่างกายผ่อนคลายและเพลิดเพลิน ทำให้ไม่เหนื่อยง่ายอีกด้วย หรือในเวลาว่างที่อยู่ที่บ้านก็หากิจกรรมเพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว อย่างเช่นในตอนนี้ "ฮูลาฮูป" ห่วงมหัศจรรย์ อาจจะเล่นฮูลาฮูปในขณะที่ดูทีวีก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวได้อย่างดีทีเดียวค่ะ
 

Missing You Blogger Template